ชื่อหนังสือ THE BUDDHA ON CONCILIATION
ชื่อผู้เขียน DR. ANANDA W.P.GURUGE
-----------------------------------------------------
พระพุทธเจ้ากับความปรองดอง
ชื่อผู้เขียน DR. ANANDA W.P.GURUGE
-----------------------------------------------------
พระพุทธเจ้ากับความปรองดอง
1.ความเบื้องต้น
ความปรองดอง (reconciliation) คือ
กระบวนการแห่งการดำรงไว้
หรือการรื้อฟื้นซึ่งความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างคู่ปรปักษ์ในเหตุการณ์ของความพิพาทหรือความขัดแย้งกัน
ความพิพาทและความขัดแย้งกันเป็นสิ่งที่มีปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าและการพัฒนาพอๆกับที่เป็นตัวก่อให้เกิดความทำลายล้างและความพินาศ
เมื่อได้ตระหนักถึงความพิพาทและความขัดแย้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นนี้
ก็จึงมีความรู้สึกถึงความจำเป็นว่าจะต้องพยายามให้ทั้งความพิพาทและความขัดแย้งมีความลดน้อยลงไปหากว่าเรายังไม่สามารถขจัดให้ทั้งสองอย่างหมดสิ้นไปได้
อุดมคติที่จะให้บรรลุถึงสิ่งอื่นแทนความพิพาทและความขัดแย้ง ก็คือความมีไมตรี
ความสามัคคีและสันติภาพ
พระพุทธเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำทางศาสนาที่สำคัญซึ่งทรงแสดงบทบาทของนักปฏิรูปทางสังคมอย่างแข็งขันจึงทรงได้ตรัสถึงความปรองดองนี้เอาไว้เป็นจำนวนมาก
2.มิตรไมตรี, สามัคคี,
ความประสานไมตรี และ สันติภาพ
ความสามัคคี (unity) ที่
พระพุทธเจ้าทรงรับรู้ก็คือการที่คู่ปรปักษ์กันสามารถอยู่ร่วมกันโดยปราศจาก อคติ
ในระดับมหัพภาคนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในวาเสฏฐสูตร ว่า มนุษย์มีความแตกต่างจากต้นไม้ใบหญ้า(ติณชาติและรุกขชาติ)
แมลงและสัตว์ต่างๆเพราะต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์อื่นๆมีหลากหลายชนิดหรือหลายสปีชี่ส์
แต่สำหรับมนุษย์มีเพียงชนิดหนึ่งเดียวหรือเพียงสปีชี่ส์เดียวเท่านั้น
การจัดอันดับหรือการมีอคติเกี่ยวกับมนุษย์โดยอ้างชาติกำเนิดเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธว่าไม่สามารถยอมรับได้
หากว่าจะมีการจัดอันดับกันจริงๆ
บรรทัดฐานเดียวที่จะนำมาวัดก็คือการกระทำและการประพฤติเท่านั้น “...บุคคลจะชื่อว่าเป็นคนชั่ว
เพราะชาติก็หาไม่ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม
เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรม เป็นพ่อค้าเพราะกรรม
เป็นคนรับใช้เพราะกรรม แม้เป็นโจรก็เพราะกรรม แม้เป็นทหารก็เพราะกรรม
เป็นปุโรหิตเพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรม...”
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นหนึ่งเดียวของมวลมนุษย์โดยได้ทรงเปิดประตูของสงฆ์ออกให้แก่คนทุกชั้นวรรณะของสังคมอินเดียในสมัยนั้น
การอยู่ร่วมกับคนที่นิยมความรุนแรง คนที่มีความเกลียดกัน
และคนที่มีความโง่เขลามิได้มีถูกกระทบโดยคุณสมบัติที่ต่ำทรามของบุคคลเหล่านั้น เป็นสิ่งพระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้
ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้พระธรรมบทบทที่ 197-199 ว่า
“ในหมู่มนุษย์ที่จองเวรกัน พวกเราไม่จองเวรใคร
เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อหมู่มนุษย์จองเวรกัน พวกเราอยู่อย่างผู้ไม่จองเวรใคร”
“ในหมู่มนุษย์ที่เจ็บป่วย
พวกเราอยู่อย่างไม่เจ็บป่วย เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อหมู่มนุษย์เจ็บป่วย
พวกเราอยู่อย่างไม่เจ็บป่วย”
“ในหมู่มนุษย์ที่มีความขวนขวาย
พวกเราไม่มีความขวนขวาย เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อหมู่มนุษย์ขวนขวายกัน
พวกเราอยู่อย่างผู้ไม่มีความขวนขวาย”
หากการอยู่ร่วมกัน(coexistence) ตามที่แสดงมาหมายถึงการอยู่ร่วมกันกับฝ่ายตรงข้าม
ความสามัคคี(unity) สำหรับพระพุทธเจ้าแล้วก็คือสภาวะที่ซึ่งความมีไมตรีหรือความมีมิตรภาพถูกขยายออกไปให้แก่ทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
ข้อสำคัญคือว่าศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้อยู่บ่อยๆก็คือ เมตตา
ซึ่งเป็นศัพท์ที่มาจากคำว่า มิตตะ คือ เพื่อน
แต่นิยามความหมายของพระองค์มีเกินกว่าคำว่ามิตรภาพแต่เป็นคำที่ขยายไปถึงความรักความเมตตาที่พระองค์เปรียบเทียบว่าเหมือนความรู้สึกที่มารดามีต่อบุตรคนเดียวที่นางต้องการถนอมไว้ด้วยชีวิตของตนเอง
ในการเปรียบเทียบกับการทำบุญในรูปแบบอื่นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมตตามีอานิสงส์มากกว่าอานิสงส์ของการถวายทานแก่ภิกษุหนึ่งพันรูป
เมตตาเป็นสิ่งที่จะต้องขยายออกไปสู่สรรพสัตว์ทั้งปวงทั้งที่เคลื่อนที่ไม่ได้และที่เคลื่อนที่ได้
โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวยาว สัตว์ตัวใหญ่ สัตว์ตัวขนาดกลาง
สัตว์ตัวขนาดเล็กมากเท่าปรมาณู ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ทั้งอยู่ในที่ใกล้และอยู่ในที่ไกล ทั้งที่เกิดแล้วหรือยังแสวงหาที่เกิด
คำนิยามนี้ไม่ยกเว้นสัตว์ใดๆทั้งสิ้น
ความคิดของความมีมิตรไมตรีว่า “ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขๆเถิด”
นี้ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยสามอย่างอื่นๆของพรหมวิหารธรรม (คือสภาวะอันสูงส่ง)
ซึ่งชาวพุทธในนิกายฝ่ายเหนือ (มหายาน) เรียกว่า “เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้” เมตตาหรือความรักในมิติที่กระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ก็คือ กรุณา ได้แก่ความสงสาร
ซึ่งจะช่วยให้บุคคลมีปฏิกิริยาและตอบสนองต่อความทุกข์และความเดือดร้อนของผู้อื่น มุทิตา คือความพลอยยินดี
ซึ่งก็คือสิ่งที่จะเอาชนะต่อความริษยาและความเป็นศัตรู
และการพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี หลักพรมวิหารข้อที่ 4 ก็คือ อุเบกขา
ซึ่งหมายถึงความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน
อันจะช่วยกำจัดอุปสรรคต่อท่าทีของความสามัคคีและความปรองดองกัน
สามัคคี ซึ่งมีความหมายว่า
ความเป็นหนึ่งเดียวและความสมัครสมานกันนี้
พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนว่าเป็นสิ่งที่จะผูกพันสมาชิกของกลุ่มให้อยู่ด้วยกันได้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่เจ้าลิจฉวีถึงความสำคัญของการประชุมกันด้วยความสมัครสมานและพร้อมเพรียงกัน
การถกแถลงอย่างสมัครสมานและพร้อมเพียงกันและการเลิกประชุมอย่างสมัครสมานและพร้อมเพรียงกัน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าการพร้อมเพรียงและสมัครสมานกันของสงฆ์นำความสุขมาให้เหมือนกับการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายและการประกาศคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ดังที่พระองค์ตรัสว่า”ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ให้เกิดสุข(สุขา
สงฺฆสฺส สามคฺคี) และการพยายามของสงฆ์ผู้มีความพร้อมเพรียงกันให้เกิดสุข (สมคฺคานํ
ตโป สุโข)”
ความมีไมตรี ความสามัคคี และความปรองดองกัน
จะช่วยประกันให้บังเกิดสันติภาพและความมั่นคง
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าสันติภาพคือสภาวะของความไม่ใช้ความรุนแรงและความสมบูรณ์ทางศีลธรรม
ในพระสูตรที่มีความสำคัญมาก 3 พระสูตร คือ กูฏทันตสูตร อัคคัญญสูตร
และจักกวัตติสีหนาทสูตร พระพุทธองค์ได้สืบสาวไปถึงสาเหตุของความรุนแรง อาชญากรรม
และความตกต่ำทางด้านศีลธรรม ว่ามาจากความยากจน มาจากการแบ่งปันทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน
และจากความสิ้นเนื้อประดาตัว พระองค์ตรัสว่า
จากความยากจนนี่เองที่นำไปสู่การลักขโมยกัน การใช้ความรุนแรง การสังหาร การพูดเท็จ
การพูดใส่ร้าย การประพฤติผิดในกาม การกล่าววาจาส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ การละโมบ
การประสงค์ร้าย การมีความเห็นที่ผิด ตลอดไปจนถึงการไม่นับถือศาสนาและการไม่เคารพในผู้นำ
ผลของการกระบวนการการเสื่อมทางด้านศีลธรรมดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดการเป็นศัตรูกัน
การเกลียดชังกัน การเป็นศัตรูกัน และการคิดทำลายล้างกันในหมู่ประชาชน
ก็จะส่งผลต่อไปให้บุตรฆ่าบิดามารดา บิดามารดาฆ่าบุตร ญาติพี่น้องฆ่ากัน ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่านายพรานล่าสัตว์
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ในที่สุดแล้ว
ผลของความยากจนในบั้นปลายก็จะนำไปสู่สงครามทำลายล้างมวลมนุษย์ด้วยการใช้อาวุธที่มีอันตราย
เป็นสงครามซึ่งมนุษย์จะมองดูกันราวกะว่าเป็นสัตว์ พระองค์ทรงย้ำอีกว่า
จะมีน้อยคนเท่านั้นที่จะรอดชีวิตในท่ามกลางการขัดกันด้วยอาวุธที่มีความรุนแรงมากเช่นนี้
ความยากจนมิใช่สิ่งเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงระบุว่าจะทำให้เกิดสงครามและความรุนแรง
ในมหาทุกขขันธสูตร พระพุทธองค์ได้ทรงพบว่า
ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทั้งหลายทั้งปวงนับตั้งแต่การขาดความสามัคคีและการทะเลาะเบาะแว้งกันในประเทศเรื่อยไปจนถึงความขัดแย้งในระดับภูมิภาคและในระดับระหว่างประเทศมีสาเหตุมาจากกาม
มีเงื่อนไขมาจากกาม และถูกกระตุ้นมาจากกาม
เนื่องมาจากาม มีเงื่อนไขมาจากกาม
ถูกผลักดันมาจากกาม และถูกเคลื่อนไหวจากกาม พระราชาจึงทะเลาะกับพระราชา
กษัตริย์จึงทะเลาะกับกษัตริย์ พราหมณ์จึงทะเลาะกับพราหมณ์
คฤหบดีจึงทะเลาะกับคฤหบดี
มารดาจึงทะเลาะกับบุตร บุตรจึงทะเลาะกับมารดา บิดาจึงทะเลาะกับบุตร
บุตรจึงทะเลาะกับบิดา พี่น้องชายทะเลาะกับพี่น้องชาย
พี่น้องชายทะเลาะกับพี่น้องสาว พี่น้องสาวทะเลาะกับพี่น้องชาย เพื่อนทะเลาะกับเพื่อน
ด้วยเหตุที่เกิดความขัดแย้งกันนี้ การทะเลาะวิวาท และการสู้รบจึงเกิดขึ้น
พวกเขาจึงทำร้ายกันด้วยหมัด ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยอาวุธ
และผลที่ตามมาก็คือพวกเขาต้องประสบกับความตายและความบาดเจ็บปางตาย
และยิ่งไปกว่านั้น เนื่องมาจากกาม
มีเงื่อนไขจากกาม ถูกผลักดันจากกาม และถูกขับดันจากกาม
ประชาชนจึงบุกรุกเข้าไปในบ้าน ทำการปล้นสะดมบ้าน ปล้นตามทางหลวง
และข่มขืนภรรยาของผู้อื่น ต่อแต่นั้น
ผู้นำก็จะทำการจับกุมพวกคนเหล่านั้น นำพวกเขามาลงโทษโดยวิธีการต่างๆ และในที่สุดพวกเขาก็จะถึงแก่ความตายหรือความเจ็บปวดปางตาย
นี่แหละคือความทุกข์อันเกิดจากกาม
การสะสมความทุกข์ในโลกนี้ อันเนื่องมาจากกาม อันมีเงื่อนไขมาจากกาม
อันถูกผลักดันจากกาม
และอันถูกให้เคลื่อนไหวจากกาม
3.ความพิพาทและความขัดแย้งในสมัยพุทธกาล
จากการวิเคราะห์ลงลึกถึงรากฐานของความมีไมตรี
ความสามัคคี ความสมัครสมานและความสันติ
ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แสดงแก่ผู้ฟังที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก
พระองค์ได้ตรัสถึงยุคสมัยที่ปลอดจากความขัดแย้งและความรุนแรงไว้หรือไม่?
ประวัติศาสตร์ได้บอกกับพวกเราถึงเรื่องที่แตกต่างออกไป
อันเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความจริงที่ว่าความพิพาทและความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงสั่งสอนแนวความคิดอันสูงส่งเกี่ยวกับความเมตตาและความกรุณาต่อกัน
แต่กษัตริย์ก็ยังคงทำสงครามกับกษัตริย์
สหายของพระพุทธเจ้าคือพระเจ้าพิมพิสารได้ถูกจองจำและถูกทรมานโดยพระโอรสของพระองค์เองคือพระเจ้าอชาตศัตรู
พระเจ้าอชาตศัตรูพระองค์นี้มีความทะเยอทะยานที่จะสร้างจักรวรรดิ
และพระองค์ได้มีแผนที่จะผนวกสาธารณรัฐของกษัตริย์ชาววัชชี
พระญาติของพระพุทธเจ้าเองก็เกือบจะใช้อาวุธประหัตประหารกันในสงคราม
เจ้าชายพระองค์หนึ่ง(วิฑูฑภะ) ได้สังหารพระญาติฝ่ายศากยะของพระองค์ไปเป็นจำนวนมาก
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงตกเป็นเป้าของการพยายามสังหารหลายระลอกโดยพระเทวทัตพระญาติของพระองค์เอง
แม้แต่ในวงการสงฆ์เอง ซึ่งเป็นสังคมตามอุดมคติที่มีความเสมอภาคกัน
มีความยากจนเหมือนกัน มีการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยและมีจุดยืนทางศีลธรรมที่สูงส่งเหมือนกัน
ก็ยังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงแม้ว่าจะปราศจากการใช้ความรุนแรงก็ตาม
พระพุทธเจ้าทรงมีปฏิกิริยาอย่างไร? และพระองค์ได้เสนอการแก้ไขไว้อย่างไรบ้าง?
4.การเกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ไขข้อขัดแย้ง
วิธีการต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับมาใช้ในโอกาสต่างๆก็จะมีความแตกต่างกัน
สำหรับหรับพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ซึ่งมีความกระวนกระวายและเศร้าโศกหลังจากที่ได้พ่ายแพ้ต่อพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นหลานถึง
3 ครั้งนั้น
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงความไร้ประโยชน์ของการมีชัยชนะและการพ่ายแพ้ไว้ในพระธรรมบทพระคาถาที่
201ว่า:
“ผู้ชนะย่อมก่อเวรผู้แพ้ย่อมนนอนเป็นทุกข์ผู้ที่สละทิ้งซึ่งความชนะและความแพ้ได้แล้ว
ย่อมนอนเป็นสุข.”
เมื่อพระญาติของพระองค์คือพระญาติฝ่ายศากยะและพระญาติฝ่ายโลกิยะ
เตรียมตัวทำสงครามเพื่อแย่งน้ำของแม่น้ำโลหิณีอยู่นั้น
พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางแนวรบและได้ถามปัญหาที่สำคัญกับพระญาติทั้งสองฝ่ายว่า
”อะไรมีคุณค่ามากกว่ากัน หยดน้ำ หรือว่า
ชีวิตของกษัตริย์?” พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระญาติว่าให้มีชิวิตอยู่โดยปราศจากความเกลียดชังกัน(ธรรมบท
พระคาถาที่ 197-199) และได้ทรงเล่าชาดกหลายเรื่องเพื่อเน้นย้ำให้เห็นคุณค่าของความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ในสัมโมทนชาดก(อีกชื่อหนึ่งว่า วัฏฏกชาตก)
ทรงเล่าว่าฝูงนกกระจาบสามารถปลอดพ้นจากอันตรายด้วยการพร้อมเพรียงกันบินพาข่ายของนายพรานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ส่วนพวกนกที่มัวทะเลาะกันก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากอันตรายและถูกจับได้ ในรุกขธัมมชาดก
ทรงได้แสดงให้เห็นว่าพวกที่สามัคคีกันย่อมปลอดภัยส่วนพวกที่แตกสามัคคีย่อมตกอยู่ในอันตราย
ในวรรณกรรมของอินเดียได้กล่าวถึงความดีของความสามัคคี
โดยมีเรื่องหนึ่งเล่าถึงว่าบิดาได้สอนกับลูกๆว่าเมื่อนำแขนงไผ่มามัดรวมกันก็ย่อมไม่สามารถหักได้
แต่หากให้หักทีละแขนงก็จะสามารถหักได้โดยง่าย
พระพุทธองค์ได้ทรงพยายามที่จะชักนำให้เจ้าวิฑูฑภะยับยั้งการสังหารหมู่ชาวศากยะเพื่อเป็นการแก้แค้นถึง
2 ครั้ง
โดยได้ไปประทับนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ที่ปราศจากเงาต้นหนึ่งแล้วตรัสบอกกับเจ้าวิฑูฑภะว่า
ร่มเงาของญาติทำให้พระองค์มีความรู้สึกสบาย การกระทำทั้งนี้ก็เพื่อจะแสดงความขอโทษแทนพระญาติของพระองค์มิใช่หรือ?
เมื่อพระกลุ่ม 6 เข้ารุมทำร้ายพระกลุ่ม 16
พระพุทธเจ้าได้เข้าไปแทรกแซงโดยห้ามมิให้พระกลุ่ม 6 ทำร้ายพระกลุ่ม 16
โดยทรงชี้ว่าชีวิตย่อมเป็นที่รักของทุกสรรพชีวิต
และทุกคนย่อมกลัวความตายทั้งนั้น(พระธัมมบท พระคาถาที่ 129-130)
เมื่อเกิดการถกเถียงกันจากจุดเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งส่งผลให้เกิดการแตกความสามัคคีในสงฆ์และรวมทั้งคฤหัสถ์ที่ให้การสนับสนุนแต่ละฝ่ายด้วยนั้น
พระพุทธเจ้าทรงเอือมระอาและได้เสด็จไปปลีกวิเวกอยู่ที่ป่าปาริเลยยกะ
เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและความผิดหวังของพระองค์ตลอดจนการให้ความสำคัญกับความไร้ประโยชน์ของความขัดแย้งด้วยการทะเลาะวิวาทกัน
ดังนั้น
ความคิดของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความพิพาทและความขัดแย้งนี้สามารถพบเห็นได้ในประสบการณ์ของโลกที่เป็นจริงซึ่งพระองค์ได้ประสบด้วยพระองค์เอง
5.จิตใจคือที่ซึ่งความรุนแรงได้เริ่มขึ้น
เป็นเวลาหลายครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประณามการใช้ความรุนแรง
โดยที่พระองค์ทรงมีหลักการที่สำคัญว่าใจมาก่อนการกระทำทุกอย่าง ดังที่ปรากฏอยู่ใน
2 พระคาถาแรกของพระธรรมบท
แนวทางในทางป้องกันที่พระองค์ทรงเน้นย้ำก็คือการเปลี่ยนแปลงทางเจตคติ กล่าวคือโดยการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ
ในข้อนี้พระองค์ได้ทรงเห็นตรงกับคำขวัญของยูเนสโกที่ว่า “เนื่องจากว่าสงครามเกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์
ดังนั้นที่ใจของมนุษย์นี่แหละที่การปกป้องสันติภาพจะต้องถูกสร้างขึ้นมา” นี่คือวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น:
“จงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธหรือด้วยความรักจงชนะความชั่วด้วยความดี
จงชนะความตระหนี่ด้วยการให้จงชนะความเท็จด้วยความจริง(ธรรมบท
พระคาถาที่ 223)”
ในทำนองเดียวกันนี้ พระองค์ก็ได้ทรงย้ำอีกว่า
“เวรไม่ระงับด้วยการจองเวรเวรระงับได้ด้วยการไม่จองเวรหรือด้วยความรักนี้คือกฎอันเป็นนิรันดร์(พระธรรมบท
พระคาถาที่ 5)
พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำซึ่งบทบาทอันจะทำให้ความพยาบาทในจิตใจมนุษย์ก่อให้เกิดการจองเวรโดยได้ตรัสไว้ทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบไว้ดังนี้:
“ในบุคคลผู้ซึ่งไม่ผูกใจเจ็บว่า“เขาได้ว่าเรา
เขาได้ทุบตีเราเขาได้เอาชนะเรา เขาได้ขโมยของของเรา”
เวรของผู้นั้นย่อมระงับได้
ในบุคคลผู้ซึ่งมีการผูกเจ็บไว้เช่นนั้นเวรย่อมไม่ระงับ(พระธรรมบท พระคาถาที่ 3-4)”
บุคคลผู้มีความอดทน ไม่จองเวร
และไม่ใช้ความรุนแรง พระพุทธเจ้าทรงตรัสบอกว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ประเสริฐ
และเป็นผู้มีวุฒิภาวะ(พระธรรมบท พระคาถาที่ 258-261) และเป็นพราหมณ์
หรือเป็นนักพรต(พระธรรมบท พระคาถาที่ 142,405) “จงพูดความจริง
ไม่พึงโกรธ และไม่พึงทำร้ายผู้ใด ด้วยฐานะ 3 อย่างนี้ บุคคลจะบรรลุถึงซึ่งเทวโลก
และจะไม่เศร้าโศกอีกเลย(พระธรรมบท พระคาถาที่ 224) ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระโมคคัลลานเถระไว้ดังนี้
ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐนั้นได้แก่:
“ผู้ที่ไม่มีความโกรธ อดกลั้นต่อการด่าว่า
การประหาร และการจองจำได้(พระธรรมบท พระคาถาที่ 399)
และผู้ที่เป็นมิตรในหมู่ของคนที่เป็นศัตรูกัน
และผู้สงบในหมู่ในหมู่ของคนที่นิยมใช้ความรุนแรง(พระธรรมบท พระคาถาที่ 406)
“คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้แก่ ความอดทนอดกลั้นเป็นตบะอันเยี่ยมยอด
และการไม่เข้าไปว่าร้าย การไม่เข้าไปทำร้ายผู้อื่น (พระธรรมบท พระคาถาที่ 184-185)”
ความอดทนของพระพุทธองค์เมื่อถูกประณามหรือถูกด่าว่านั้นทรงเปรียบว่าเหมือนกับสัตว์ที่ถูกฝึกให้มีระเบียบวินัย
เหมือนกับช้างที่เข้าสงคราม:
“เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน
เหมือนช้างอดทนลูกศรที่ยิงออกจากแล่ง เพราะคนจำนวนมากเป็นผู้ทุศีล
ช้างที่ฝึกดีแล้วเขาจึงจะนำไปสู่ที่ชุมนุมชนช้างที่ฝึกแล้ว
พระราชาจึงเสด็จขึ้นทรงในหมู่มนุษย์
ผู้ที่ฝึกดีแล้วคืออดกลั้นต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้เป็นผู้ประเสริฐ(พระธรรมบท
พระคาถาที่ 320-321)”
บุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องมากที่สุดคือบุคลที่โดยการพูด
การกระทำและการคิด “เป็นผู้ที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งหลายที่แบ่งแยกออกจากกัน
เป็นผู้ที่ส่งเสริมพวกคนที่เป็นมิตรกัน เป็นผู้สร้างสันติภาพ เป็นผู้รักในสันติภาพ
เป็นผู้ใคร่ต่อสันติภาพ และเป็นผู้พูดถ้อยคำเพื่อสันติภาพ”(ทีฆนิกาย)
พระพุทธองค์ได้ทรงเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของจิตใจไว้ในชาดกต่างๆโดยกล่าวว่าเป็นคุณสมบัติ
10 อย่างที่พึงประสงค์ในพระราชา หรือที่รู้จักกันดีว่า ทศพิธราชธรรม กล่าวคือ:
1.ทาน การให้
2.ศีล ความประพฤติดีงาม
3.ปริจจาคะ การบริจาค
4.อาชวะ ความซื่อตรง
5.มัททวะ ความอ่อนโยน
6.ตปะ ความทรงเดช
7.อักโกธะ ความไม่โกรธ
8.อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน
9.ขันติ ความอดทน
10.อวิโรธนะ ความไม่คลาดธรรม(ชาดก)
ด้วยเหตุที่ใจมาก่อนการกระทำทุกอย่าง
ทุกอย่างมีใจประเสริฐที่สุด
และทุกอย่างล้วนแต่สำเร็จด้วยใจ
การทำใจให้บริสุทธิ์เป็นหนทางแก้(พระธรรมบท พระคาถาที่ 1-2)
และพระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายแก่พระอานนท์ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
สรุปลงในสูตรสำเร็จ คือ “การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
การทำแต่ความดี และการทำใจให้บริสุทธิ์”(พระธรรมบท พระคาถาที่183)
6.จากศีลสู่การปฏิบัติ
ในขณะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือเงื่อนไขอันจะนำไปสู่ความปรองดอง
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงกรรมวิธีที่จะให้เกิดความปรองดองเกี่ยวกับความพิพาทและความขัดแย้งในหมู่สงฆ์ สถานการณ์ (หรืออธิกรณ์) 4 อย่างที่จำเป็นต้องมีการแก้ไข
มีดังนี้คือ:
1.การถกเถียงกันเกี่ยวกับธรรมวินัย(วิวาทาธิกรณ์)
2.การโจทหรือการกล่าวหากันด้วยอาบัติต่างๆ(อนุวาทาธิกรณ์)
3.การกล่าวถึงการต้องอาบัติ(อาปัตตาธิกรณ์)
4.กิจธุระต่างๆที่สงฆ์จะต้องทำ(กิจจาธิกรณ์)
แนวทางที่ถูกกำหนดไว้ในวินัย ซึ่งเรียก อธิกรณสมถะ
มี 7 อย่าง ดังต่อไปนี้
1.สัมมุขาวินัย
เป็นวิธีที่นำมาใช้โดยการสอบสวนและตัดสินในที่ประชุมอย่างเปิดเผยโดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาประชุมและมีส่วนร่วม
2.สติวินัย
เป็นวิธีการที่นำมาใช้โดยให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาระลึกและยอมรับว่าตนได้กระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
3. อมูฬหวินัย
เป็นวิธีการตัดสินผู้ที่ถูกกล่าวหาที่กระทำความผิดในขณะเป็นบ้า
4. ปฏิญญาตกรณะ
เป็นวิธีการที่นำมาใช้เพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาสารภาพผิดโดยไม่ต้องทำการสอบสวน
5.
เยภุยยสิกาเป็นวิธีการที่นำมาใช้เมื่อไม่สามารถบรรลุความมีเอกฉันท์ได้
ก็ให้ใช้เสียงข้างมาก
6.ตัสสปาปิยสิกา
เป็นวิธีการที่นำมาใช้เมื่อผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพหลังจากที่ได้ทำการสวบสวนอย่างเป็นทางการเป็นการเพิ่มโทษเพราะไม่ให้ความร่วมมือ
7. ติณวัตถารกวินัย เป็นวิธีการที่นำมาใช้โดยที่ทั้งสองฝ่ายในความพิพาทหรือความขัดแย้งยอมรับว่าตนได้กระทำความผิดและสารภาพต่อสงฆ์
และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกต่อไป
ก็ตกลงกันที่จะให้เรื่องยุติและเลิกแล้วต่อกัน
ในอธิกรณสมถะ
คือการระงับข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง 7 ประการนั้น ข้อที่ใกล้เคียงกับวิธีการปรองดองมากที่สุด
ก็คือ ข้อสุดท้าย ที่เรียกว่า ติณวัตถารกวินัย (แปลว่า วิธีคลุมไว้ด้วยหญ้า)
เป้าหมายสุดท้ายของการปรองดองนั้นในทางลบก็คือป้องกันมิให้เกิดความแตกแยกและในทางบวกนั้นก็คือการรื้อฟื้นความเป็นมิตรไมตรี
ความสามัคคี ความสมัครสมานและสันติภาพ
กระบวนการจะเริ่มต้นด้วยการให้ทั้งสองฝ่ายในความพิพาทหรือความขัดแย้งได้ยอมรับความผิดของตนเอง
โดยการใช้กระบวนการต่อไปของการให้อภัยด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้น
ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือการลืมความผิดเดิมนั้นเสียและไม่ผูกใจเจ็บกันอีกต่อไป
7. องค์ประกอบสำคัญเพื่อการปรองดองที่มีประสิทธิผล
การยอมรับในการกระทำผิดของบุคคล การทำการแก้ไข
และการใช้ความระมัดระวังในอนาคตที่จะป้องกันมิให้กระทำผิดอีกครั้ง
เป็นองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการเพื่อให้เกิดการปรองดองที่มีประสิทธิผล
ในข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสามัญญผลสูตรดังนี้:
เพื่อความงอกงามแห่งธรรมะและวินัย
บุคคลผู้ยอมรับความผิดจะต้องทำการแก้ไขตามธรรมะพร้อมกับระมัดระวังในอนาคต(อังคุตตรนิกาย)
ในอังคุตตรนิกาย ระบุถึงบัณฑิต 2 จำพวก คือ:
บุคคลที่เห็นและยอมรับความผิดของตน
และบุคคลที่ยกโทษให้แก่คนที่สารภาพความผิดของตนแล้ว
บุคคลที่มิได้ทำตามนี้ได้ชื่อว่า คนพาล 2 จำพวก
(อังคุตตรนิกาย)
การกระทำดังกล่าวข้างต้นได้กระทำไปโดยปราศจากอคติ
4 คือ
1.ฉันทาคติ ลำเอียงพระชอบ
2.โทสาคติ ลำเอียงเพราะเกลียด
3.ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
4.โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา (อังคุตตรนิกาย)
ธรรมะอีกหมวดหนึ่งที่กล่าวถึงซ้ำๆในคัมภีร์
ก็คือ การกระทำ 4 อย่างที่บุคคลแสดงออกถึงท่าทีต่อบุคคลอื่น คือ:
1.ทาน การเอื้อเฟื้อ
2.ปิยวาจา วาจาสุภาพหรือวาจาอ่อนหวาน
3. อัตถจริยา การประพฤติที่เป็นประโยชน์
4. สมานัตตตา
การยอมรับในความเสมอภาคกัน(อังคุตตรนิกาย,ทีฆนิกาย)
8.
การใช้คำแนะนำของพระพุทธเจ้ากับความขัดแย้งในปัจจุบัน
การใช้คำแนะนำทั้งปวงของพระพุทธเจ้าเพื่อสร้างความปรองดองหลังจากเกิดความขัดกันด้วยอาวุธซึ่งชาติต่างๆได้ประสบกันมาเมื่อไม่นานมานี้นั้น
จะต้องดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.ทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งต้องยอมรับที่จะยุติความเป็นศัตรูกันเพื่อผลดีของประชาคม
2.
แต่ละฝ่ายต้องยอมรับในการกระทำผิดของตนและให้ผู้แทนของแต่ละฝ่ายทำการสารภาพในความผิดที่ได้กระทำไปแล้วนั้น
3.แต่ละฝ่ายพึงให้อภัยแก่กันและกัน
4.มีการแก้ไขทั้งสองฝ่ายด้วยการกระทำในทางบวก
5.มีการดำเนินขั้นตอนต่างๆเพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นในอนาคต
6.ทั้งประชาคมต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการ
ในขณะที่สามขั้นตอนแรกเป็นสิ่งสำคัญ
แต่สามขั้นตอนหลังก็เป็นตัวเสริมให้การปรอดองกระทำได้สำเร็จ
และพระพุทธเจ้าได้ทรงให้นำแนะนำที่มีประโยชน์ไว้
โดยที่แต่ละประเด็นจะต้องทำการสืบสวนโดยเริ่มตั้งแต่ที่รากเหง้าของปัญหานั้นๆ
โดยให้ใช้ “โยนิโสมนสิการ” เป็นเครื่องมือ
คือจะต้องสืบสาวเรื่องราวโดยแยบคายว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้อย่างไร? อะไรคือสาเหตุของความขัดแย้ง? การกระทำอะไร
หรือการไม่กระทำอะไรที่นำไปสู่ความขัดแย้งนี้? เหล่านี้คือปัญหาที่จะต้องยกขึ้นมาถามเมื่อจะให้แต่ละฝ่ายทำการแก้ไขฝ่ายตน
การทำการแก้ไขนั้นจะต้องหาสาเหตุให้พบแล้วจึงทำการแก้ไข
การดำรงไว้หรือการให้หลักประกันว่าจะมีสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยในอนาคตก็จะต้องเป็นผลสุดท้ายของการสร้างความปรองดอง
ด้วยการกระทำโดยวิธีนี้เท่านั้นความขัดแย้งถึงจะ “ถูกกลบไว้ด้วยหญ้า”
อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำการเปรียบเปรยไว้
9. หลักการทางพระพุทธศาสนาในแง่ปฏิบัติ
กรณีที่ดีที่สุดที่จะนำมาเป็นตัวอย่างของการใช้หลักการของพระพุทธเจ้าในทางปฏิบัติ
ก็คือ กรณีของพระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม (ธรรมาโศกราช) ซึ่งเป็นพระจักรพรรดิองค์ที่ 3
ของราชวงศ์เมารยะของอินเดีย( 265-228 ก่อนคริสตกาล)
พระเจ้าอโศกทรงก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยผ่านสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์เป็นเวลา 4 ปี
ซึ่งในสงครามครั้งนี้ ตามข้อมูลในภาษาลีลีของศรีลังการะบุว่า พระองค์ได้สังหารพี่น้องต่างมารดาถึง
99 คน และตามข้อมูลของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานระบุว่า
พระองค์ได้ทำลายศัตรูอีกเป็นจำนวนมาก จากการโหดร้ายของพระองค์นี้เอง
พระองค์จึงได้พระนามว่า จัณฑาโศก แปลว่า อโศก ผู้ดุร้าย ในปีที่ 4 ของการครองราชย์
พระองค์ได้ยอมรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพระองค์
หลังจากที่ได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธแล้ว 4 ปี
พระองค์ได้ทำสงครามเพื่อผนวกแคว้นกาลิงคะที่ยังไม่ได้ถูกผนวกให้มาอยู่ในจักรวรรดิของพระองค์ ในระหว่างสงครามอันโหดร้ายในครั้งนี้
มีประชาชนถูกเนรเทศจำนวน 1 ล้าน 5 แสนคน มีประชาชนถูกสังหารในสนามรบจำนวน 1 แสนคน
และประชาชนอีกจำนวนหลายเท่าเสียชีวิตเพราะความอดอยากและโรคระบาด
พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าสลดและได้ทรงแสดงออกมาเป็นคำพูดของพระองค์ว่า “ เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวใจเป็นที่สุด”
และ” ทุกวันนี้ คนที่หนึ่งพัน
หรือคนที่หนึ่งพันของบุคคลที่ถูกสังหาร คนที่เสียชีวิต และคนที่ถูกเนรเทศในกาลิงคะ
จะเป็นข้อวิตกที่สำคัญ”(หลักศิลาจารึกหลักที่ 13)
พระองค์ไม่เพียงแต่จะทรงยกเลิกสงครามในช่วง 37
ปีแห่งการครองราชย์ที่เหลือของพระองค์เท่านั้น
แต่พระองค์ยังได้สั่งสอนโอรสและนัดดาของพระองค์มิให้ใช้วิธีการขัดกันด้วยอาวุธ
ด้วยเหตุที่พระองค์เป็นผู้ปกครองที่ยึดหลักสัจนิยม
พระองค์จึงได้ปฏิเสธที่จะทำสงครามในอนาคตและดังนั้นจึงได้ให้คำแนะนำต่อไปดังนี้:
“แม้แต่ว่าจะเป็นการใช้การพิชิตด้วยอาวุธ
พวกเขาก็จะต้องมีความอดทนและมีการลงโทษสถานเบา”
หลักการ 4 ข้อ
ของพระเจ้าอโศกที่สอดสัมพันธ์กับเรื่องที่กำลังอภิปรายเกี่ยวกับการปรองดองมาจากเสาหินหมายเลขที่
12 ว่าดังนี้ :
1.ให้ปฏิบัติและให้การสนับสนุนต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากอคติที่เกิดจากสาระภายในของพวกเขา
เช่น ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
2.ให้ระมัดระวังในการใช้วาจา คือ
อย่าวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เหมาะสม
และแม้ว่าจำเป็นจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ก็ให้ใช้ภาษาของพลเมืองที่เขาใช้กัน
3.ทำความเข้าใจประเด็นความคิดของฝ่ายตรงข้าม
หรือให้เอาใจเขามาใส่ใจตัว
4.
มาประชุมกันพร้อมกันด้วยฝ่ายตรงข้ามเพื่อปรึกษาหารือ
หาความประนีประนอมและความสมานฉันท์
การมาประชุมกันเนืองๆเพื่ออภิปรายถกแถลง
เป็นหนึ่งในหลักการ 7 ข้อ
ที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้สำหรับป้องกันความเสื่อมและความตกต่ำของประชาคม
ไม่ว่าจะเป็นประชาคมทางการเมือง ประชาคมทางสังคม หรือประชาคมทางศาสนาก็ตาม
ในคัมภีร์พระบาลี เรียกหลักการนี้ว่า อปริหานิยธรรม (แปลว่า หลักการเพื่อป้องกันความเสื่อม)
ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับกระบวนการปรองดองที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ หลักการทั้ง
7 ประการ เมื่อนำมาใช้ในสถานการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 21
ก็ควรปรับในเรื่องสำนวนและศัพท์แสงต่างๆให้เป็นดังต่อไปนี้:
1.จงมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกิจการสาธารณะ
เคารพในหลักการประชาธิปไตยที่เกี่ยวกับการประนีประนอมและการสมานฉันท์
ตลอดจนการรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแม้ว่าจะมีความต่างกันก็ตาม
2.
จงรักษาสมดุลระหว่างสิ่งโบราณและสิ่งสมัยใหม่ และทำการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆและอย่างระมัดระวังอย่าได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3.จงรู้จักคุณค่าของภูมิปัญญาโบราณที่ถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
4.
จงให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงและความต้องการที่จะได้รับความคุ้มครองของพวกเขา
5.จงให้ความคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางจิตวิญญาณ
6. จงให้ความคุ้มครองและปฏิบัติตามศาสนา
7.
จงเปิดกว้างที่จะยอมรับอิทธิพลทางศาสนาและทางจิตทั้งปวงด้วยจิตวิญญาณแห่งการมีใจกว้าง
10.สรุป
จงทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในกระบวนการปรองดองซึ่งจะส่งผลให้เกิดการกระทำเพื่อความปรารถนาดีและความผ่อนปรนต่อกันตามหลักคำสอนและหลักการของพระพุทธเจ้าเพื่อนำมาใช้แก่ทุกฝ่ายในข้อขัดแย้งหรือในข้อพิพาท
ไม่มีทางใดที่ดีไปกว่านี้ในอันที่จะเป็นหลักประกันให้เกิดมิตรไมตรี
สามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และสันติภาพอันยั่งยืน
สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตัตตา
ขอสรรพสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขเถิด.
-------------------------------------------------------------------
ที่มา : แปลเก็บความจาก THE BUDDHA ON
RECONCILIATION
BY DR. ANANDA W.P. GURUGE


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น